ตอนนี้ izzei ได้รับหน้าที่ให้เป็น บรรณาธิการหนังสือ Kampaeng (อ่านว่า คำแพง) แปลว่า บุคคลอันเป็นที่รัก เพื่อมอบให้แก่น้องใหม่ จึงขอนำบทความน่าอ่านมาให้บลอคเกอร์ทุกท่านได้อ่านกัน

ขอบอกว่าดีมากๆ ไม่อ่านแล้วจะเสียใจนะครับ เรื่องจริงไม่อิงฟิคชัน มันเหนือกว่านั้นมากจริงๆ ไม่มีใครพรรณาฟิคชัน ได้ดีเท่ามันเกิดขึ้นจริงๆ เรื่องแต่งก็คือเรื่องแต่งอยู่วันยันค่ำ กลิ่นอายมันบอกได้

ขอให้มีความสุขในการอ่านเรื่องนี้ พร้อมนำข้อคิดไปปฏิบัตินะครับ


"เรื่องจริงไม่อิงฟิคชัน"

บ้านพักคนชราที่ผมไปเยี่ยมเยืยนมาหลังวันเกิดในเดือนที่แล้ว เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวไม่ใหญ่โตนัก ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของวัดเล็กที่สมภารเจ้าอาวาสอดีตนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผม ท่านเอาเงินที่ญาติโยมศรัทธาถวายท่านมาปลูกสร้างเพื่อให้ผู้เฒ่าผู้ชราได้มาพักอาศัยยามเมื่อขาดที่พึ่งพิง

มีโยมผู้หญิงวัยกลางคนไร้ญาติและสิ่งเกาะเกี่ยวทางโลกมา บำเพ็ญธรรมโดยไม่บวชชี ท่วงท่าเจรจาพาทีดูสำรวมราบเรียบ พร้อมเด็กวัดลูกชาวบ้านแถบนั้นแวะเวียนผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้ดูแลผู้ชราทั้งหญิงชายที่ถูกทอดทิ้งรวม 13 ชีวิต ค่าจ้างคนดูแล น้ำไฟ เสื้อผ้ายารักษาโรค ข้าวปลาอาหาร

สมภารใจดีอดีตนักเรียนช่างกลที่รอดตายมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหมาจ่ายคนเดียว โดยไม่เคยพิมพ์ฎีกาเรี่ยไรใคร พูดคุยกับท่านหลายเรื่องจนตอนจะลากลับผมควักเงิน 500 บาท ใส่ซองถวายท่านเป็นค่าใช้จ่าย ท่านจึงนึกอะไรขึ้นมาได้ ชวนผมเดินลงจากศาลาไปที่บ้านพักคนชราแห่งนั้นเปิดนรกบนดินอีกขุมหนึ่ง ให้คนบาปอย่างผมมีดวงตาเห็นธรรมโดยไม่ต้องฟังเทศน์เทียบชาดกบทใดๆ

หญิงชรารูปร่างเล็กผิวสองสีบอบบาง ทอดกายเหยียดตรงบนเตียงเล็กๆ แต่สะอาด มีผ้าห่มผืนบาง ๆ ห่มปิดทรวงอกที่ยังกระเพื่อมเบาๆ ราวเครื่องยนต์ใกล้ดับอย่างเหนื่อยหน่าย

แม่เฒ่าพยายามยกขึ้นประนมไหว้ เมื่อท่านสมภารพาผมมานั่งอยู่ข้างขอบเตียง กังวานน้ำเสียงแห่งพุทธบุตรผู้เมตตาเปล่งวาจาถามไถ่อาการ และให้ศีลให้พรเบาๆ แต่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์หยาดน้ำตาแห่งความปิติท่วมท้นดวงตาสีขาวขุ่น แล้วค่อยๆ ซึมเซาะรินไหลไปตามร่องขอบตาที่เหี่ยวย่นบนใบหน้าเวทนาบังเกิดจนผมต้องเบือนหน้าหนี

ผู้เฒ่าอายุ 91 ปี อาวุโสสูงสุดในจำนวน 13 คนชราของที่นี่ เรื่องราวทั้งหลายในอดีตยังเจิดจ้าอยู่ในความทรงจำเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน...

แม่เฒ่ามีลูกชายสองคนและหญิงหนึ่งคน

60 ปีที่ผ่านมาครอบครัวแม่เฒ่าจัดอยู่ในระดับผู้มีอันจะกินของจังหวัด สามีของแม่เฒ่ามีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ก่อสร้างสร้างตัวจากกรรมกรกินค่าแรงรายวัน โดยแม่เฒ่ารับจ้างทอผ้าอยู่ในโรงงงานแห่งหนึ่ง อดออมสะสมจนฐานะดีขึ้น สามารถสร้างหลักฐานจนมีที่ดินบ้านช่องสมฐานะ แต่สามีก็ยังทำงานหนักไม่ยอมพักหวังจะฟูมฟักลูก 3 คน ให้อยู่อุ่นกินอิ่มโดยไม่ต้องลำบาก ช่วงนั้นแม่เฒ่าเลิกท้อผ้าแล้วอยู่บ้านเลี้ยงลูก 3 คนที่อยู่ในวัยซวนไล่เรียงตามลำดับ

เช้าวันหนึ่งเมื่อลูกชายคนโตอายุได้ 6 ขวบ สามีของแม่เฒ่าก็หลับไปไม่ตื่นมาร่ำลา หมอที่โรงพยาบาลบอกว่าสามีตับแข็งตายทั้งๆ ที่ไม่เคยแตะเหล้าซักหยด แม่เฒ่าเปลี่ยนสภาพบ้านพักเปิดเป็นร้านค้าโชห่วยขายของสารพัดชนิดอดทนอดออมเลี้ยงลูกทั้ง3 คน ให้ร่ำเรียนจนจบปริญญา ครอบครัวอบอุ่นพี่น้องรักใคร่กันดี

ไม่มีเค้าลางว่าจะแตกหัก ดั่งหนึ่งคนละสายเลือด

ลูกชายคนโตแต่งงานไปกับลูกสาวเจ้าของร้านขายทองในตลาด ในชีวิตของแม่เฒ่าไม่เคยมีความสุขครั้งไหนเหมือนวันที่ลูกชายแต่งงาน สมบัติที่มีแม่เฒ่าจัดแบ่งเป็นสามส่วนให้ลูกชายคนโตเปิดร้านขายทองตามที่สะใภ้ต้องการ

ปีต่อมาลูกคนที่สองแต่งสาวเข้าบ้านอีกคน แม่เฒ่ายกบ้านและที่ดินที่เปิดร้านขายของสองคูหาสามชั้นให้เป็นสมบัติของลูกด้วยความยินดีโดยที่แม่เฒ่าขอสิทธิ์แค่อยู่อาศัย

สองปีถัดมาลูกสาวคนสุดท้องแต่งกับข้าราชการระดับหัวหน้ากองในจังหวัด แม่เฒ่ายกที่ดินและเงินสดก้อนสุดท้ายของแม่เฒ่ารับขวัญลูกเขยด้วยความปรีดา

โลกทั้งหลายล้วนเวียนว่ายก่อเกิดเพื่อมาชดใช้กรรมเก่า

สะใภ้คนที่สองเริ่มจุดประกายแห่งการแตกหัก ตั้งแต่แต่งเข้าบ้านไม่เคยแม้แต่เสียบปลั๊กหม้อหุงข้าว แม่เฒ่ากลายเป็นทาสในเรือนซักผ้าทำกับข้าว จัดสำรับคับค้อนตั้งโต๊ะคอยท่าสองผัวเมียกินก่อนจนอิ่ม แม่เฒ่าจึงมีโอกาสได้กินของเหลือก่อนจะเก็บกวาดถ้วยชามไปล้าง กวาดเช็ดบ้านช่องเรียบร้อยแล้วจึงได้พักผ่อนด้วยการเดินออกไปคุยกับเพื่อนบ้านในวัยไล่เลี่ยกัน เก้ๆ กังๆ อยู่พักใหญ่ก็เดินออกจากบ้านลูกชายคนโตอย่างเหงาๆ โดยมีคนใช้ของลูกหิ้วถุงผลไม้ตามมายัดคืนใส่มือ ระหว่างทางก็แวะทักทายคนรู้จักเพื่อรักษามารยาท

แต่ในใจของแม่เฒ่ามันวังเวงจนจำไม่ได้ว่าพูดคุยกับใครไปบ้างระหว่างทาง

ลูกสาวคนเล็กที่แม่เฒ่าทั้งรักทั้งหวงนั่นแทบไม่ต้องพูดถึง เธอยื่นคำขาดกับแม่เฒ่าตั้งแต้ครั้งแรกที่ไปเยี่ยม ว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปหาเพราะบ้านเธอมีแขกที่เป็นลูกน้องของผัวและพ่อค้าวานิช เข้าพบผัวของเธอเพื่อขออำนวยความสะดวกในทางธุรกิจบ่อยๆ และผัวของหล่อนก็ค่อนข้างเจ้ายศเจ้าอย่าง ถ้าแม่เฒ่ารักลูกก็ควรจะต้องรักษาเกียรติรักษาหน้าตาของผัวลูกด้วย

แม่เฒ่าไม่เข้าใจว่าการรักษาหน้าตาของลูกเขยนั้นต้องทำอย่างไร

แม่เฒ่ายังเคยปลื้มกับคำชมของเพื่อนบ้าน เขาว่าแม่เฒ่าวาสนาดีลูกเขยเป็นเจ้าคนนายคน แม่เฒ่าก็ได้แต่แอบปลื้มทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมการเป็นเจ้าคนนายคน จึงเหมือนกำแพงชนชั้นปิดกั้นระหว่างความเป็นแม่ลูกจนหนักหนาสาหัสขนาดนั้น ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์โผล่ขึ้นมารายรอบร้านค้าของลูกชายคนที่สอง กระทบธุรกิจของสองผัวเมียจนทรวดเซ ของขายไม่ได้มากเหมือนเก่า ที่เอาอะไรมาวางก็ขายหมด

ปัญหาและวิกฤติการเงินในบ้านส่งสัญญาณถึงขาลงสอง ผัวเมียเริ่มมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง และแทบทุกครั้งลูกสะใภ้ก็จะฉวยโอกาสด่ากระทบแม่ผัวเป็นของแถมโดยไม่มีเหตุผล โดยที่ลูกชายก็ไม่ออกอาการปกป้องแม่เฒ่าแต่อย่างใด...

12 มิถุนายน 2530 ประมาณ 3 ทุ่มของคืนโลกาวินาศ

ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยพยับเมฆสลับกับเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องเป็นระยะครู่ใหญ่ ต่อมาสายฝนจึงโปรยปรายชุ่มฉ่ำน้ำนองไปทั่วเมือง ลูกชายลูกสะใภ้ออกไปกินข้าวนอกบ้านยังไม่กลับปล่อยแม่เฒ่าเฝ้าร้านค้าคนเดียว

แม่เฒ่าจำได้ว่าวัยรุ่นสองคนขี่รถเครื่องฝ่าสายฝนมาจอดหน้าร้านขอซื้อเบียร์หนึ่งขวดแม่เฒ่ารับเงินแล้วเดินเข้าไปเก็บในลิ้นชักโดยไม่ระแวงว่า สองวัยรุ่นแอบยกลังใส่บุหรี่ที่ลูกชายสั่งมายังไม่แกะกล่อง ช่วยกันแบกขึ้นรถขี่หายไปกับความมืด

ก่อนสี่ทุ่มเล็กน้อยสองผัวเมียจึงขับรถกลับเข้าถึงบ้าน ช่วยกันเก็บของเข้าร้าน วางของทุกชิ้นเข้าที่ๆ เคยวาง เมื่อไม่เห็นลังบุหรี่จึงหันไปตะโกนถามแม่เฒ่า ที่กำลังจุดธูปไหว้รูปสามีบนหิ้ง

เพียงคำตอบที่แม่เฒ่าตอบว่าไม่เห็นก่อนปักธูปลงกระถางเสียงสบถด้วยคำหยาบของลูกชายก็ดังสวนสนั่นบ้าน

ครู่เดียวทั้งลูกสะใภ้กับลูกชาย ก็สลับปากจิกหัวด่าแม่ กึกก้องประสานเสียงกับสายลมนอกบ้าน ก่อนที่ทั้งคู่จะขับรถไปโรงพักแจ้งจับแม่ลักทรัพย์

ตำรวจพาแม่เฒ่าไปนั่งอยู่หน้าโต๊ะร้อยเวร แม่เฒ่าให้การไม่รู้ด้วยซื่อบริสุทธิ์ โดยไม่ตัดพ้อต่อว่าลูกชายแม้แต่คำเดียว

กว่าชั่วโมงในห้องแอร์เย็นเฉียบ แต่ในอกในใจของร้อยเวรหนุ่มร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟนรกแผดเผา
ที่ต้องวิงวอนสองผัวเมียให้เห็นบาปบุญคุณโทษ แต่สองผัวเมียกลับโยนภาระตอกย้ำให้ตำรวจอบรมแม่เฒ่า ก่อนที่จะสะบัดก้นกลับไปบ้าน โดยไม่ใส่ใจแม่เฒ่าที่เปียกฝนนั่งสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ

สายฝนยงสาดซัดกระหน่ำหนักเหมือนฟ้าแตก

ตำรวจยศนายดาบขับรถร้อยเวรมาส่งแม่เฒ่าที่บ้านบ้านซึ่งประตูเหล็กถูกปิดสนิท แม่เฒ่าลงจากรถเดินฝ่าฝนถึงหน้าบ้าน แล้วแม่เฒ่าก็ตกใจสุดขีดกับภาพเบื้องหน้าที่พื้นหน้าบ้าน เสื้อผ้าเก่าๆ ยัดแน่นอยู่ในถุง ถูกโยนออกมากองเรี่ยราดเหมือนขยะ บนกองเสื้อผ้าของแม่เฒ่า กระถางธูปและรูปถ่ายของสามีแตกกระจายเกลื่อนกราด

หยาดฝนสาดซัดรูปถ่ายขาวดำของสามีจนเปียกปอนขาดวิ่น

แม่เฒ่าก้มลงหยิบรูปของสามีมากอดแนบอก น้ำตาแห่งความรันทดทะลักล้นปนน้ำฝน

ปวดร้าวเหมือนถูกฟ้าผ่าเข้ากลางใจ

แม่เฒ่ากอดรูปนั้นไว้เหมือนจะปกป้องจากสายฝนสุดชีวิต สองเท้าออกก้าวช้าๆเหมือนร่างไร้วิญญาณเข้าตลาดไปหยุดนิ่งอยู่หน้าร้านขายทองของลูกชายคนโตเหมือนเป็นการบอกลาแล้วลัด เลาะฝ่าความมืดและสายฝน ไปยืนอยู่หน้าบ้านลูกสาวคนเล็กเก็บภาพแห่งความรักความทรงจำสุดท้ายเป็นครู่ใหญ่ จึงเดินจากไปท่ามกลางเสียงกึกก้องของฟ้าร้องระงมสลับกับเสียงฟ้าผ่าแน่นหนักเป็นระยะ

ดั่งเจ้ากรรมนายเวรกำลังเร่งรีบกรีดนิ้วกัมปนาทบรรเลงเพลงกรรมในอดีตชาติ ติดตามมาทวงคืนให้แม่เฒ่าต้องชดใช้อย่างบอบช้ำยับเยิน

รถกระบะเก่าๆ คันนั้น วิ่งฝ่าสายฝนมาจอดสงบนิ่งอยู่หน้ากุฏิพระของสมภารเจ้าวัดตอนตีสามเศษ คนขับรถพบแม่เฒ่าเดินโซซัดโซเซอยู่ข้างถนนเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย

ด้วยใจเมตตา เมื่อแม่เฒ่าต้องการมาที่นี่ จึงขับรถมาส่งด้วยความสังเวชแม่เฒ่ามักคุ้นกับสมภารวัดนี้มานานแล้วตั้งแต่เจ้าอาวาสองค์เก่ายังอยู่นาทีสุดท้ายของการตัดสินใจครั้งใหญ่ของชีวิต จึงไม่มีที่ไหนอบอุ่นให้พึ่งพิง เหมือนร่มเงาฉัตรแก้วกงธรรมแห้งรัตนะทั้งสาม

ฟ้าเริ่มขมุกขมัวใกล้ค่ำลงทุกขณะ

ผมจำเป็นต้องบอกลาท่านสมภารและแม่เฒ่าเจ้าของเรื่องราวน่าสลด นับแต่นาทีแรกที่แม่เฒ่ามาถึงที่นี่จนวันนี้ แม่เฒ่าไม่เคยออกไปนอกวัดเหมือนๆ กับที่ทรพีทั้งสามคนก็ไม่เคยออกติดตามถามหา

จะรู้หรือไม่ก็แล้วแต่ว่าแม่ซมซานมาอยู่วัด แต่ก็ไม่เคยปรากฏแม้แต่เงาของสามเนรคุณ

ผมจากลาออกมาทั้งที่น้ำตาเปื้อนหน้า

ประโยคสุดท้ายของแม่เฒ่าที่ฝากมา

แม่จำลูกได้ทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนโต
จะทุกข์ จะสุขก็คือลูกของแม่
แม่ให้โดยไม่เคยคาดหวังว่า
จะได้จากลูกทุกคนเป็นการตอบแทน

ลูกเอ๋ย...เมื่อลูกยังเป็นทารก
ทุกครั้งที่แนบอกดูดดื่มน้ำนมจากเต้า
สองมือน้อยๆ ของเจ้าไขว่คว้าอยู่ไหวๆ
วันนี้แม่สิ้นแรงแทบสิ้นใจ
จะมีมือของลูกคนไหน
เอื้อมมาปิดตาให้แม่ก่อนสิ้นลม...



Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านเศร้าใจจัง

#1 By [ ..o z -- Z ] on 2006-06-29 16:54

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน มีหลากหลาย มองเห็นคุณค่าแค่เพียงวัตถุ

#2 By alienboon on 2006-06-29 17:27

สงสารอ่า
ลูกเนรคุณ
โฮกกกกก

#3 By mizzia (203.151.140.121 /203.113.51.132) on 2006-06-29 19:05

ถ้าไม่ร้องไห้จะผิดมั้ยเนี่ย
ขอเอาไปทำ fw นะคะ ใส่เครดิตให้แล้วล่ะ

#4 By ~ヽ(´▽`)ノ【tomoe】 on 2006-06-30 01:05

เศร้า คำเดียวเกินพอ

#5 By Misaki (124.157.144.81) on 2006-06-30 01:16

คิดว่าแบบนั้นเหมือนกันค่ะ...เพราะพวกเรารัก ทงบัง มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เออน่ะ..เมื่อก่อนเคยใช้ชื่อ คำแพงด้วยนะ...บังเอิญจังเลยน่ะ..
สวยดีค่ะ...ชอบแจจุงเหรอค่ะ...น่ารักดีๆๆๆๆๆๆ

#6 By `TVXQ-Korat-Fanclub` on 2006-06-30 10:56

เคยอ่านเรื่องนี้แล้วเหมือนกัน ในหนังสือเล่มไหนสักเล่มหนึ่งจำไม่ได้แล้วครับ ...

ขอบคุณที่แวะไปที่ blog นะครับผม
เส้ามากมาย
ขอบคุณนะที่เอามาแบ่งให้อ่านกาน

#8 By ❀ .:* LiangYuRong *:. ❀ on 2006-06-30 15:16

เหนือคำบรรยายจริงๆ นะเนี่ย

#9 By *.:✿~ Nu~Ning ~✿:.* on 2006-06-30 18:58

T_T

ลูกเลวมากเลย
อ่านแล้วรู้สึกสะเทือนใจ
...หวังว่าโตขึ้นเราจะไม่เป็นแบบไอ้บ้านี่นะ -*-
โอ้วววว ไม่...
เศร้าง่ะ
อ่านแล้วรักแม่มากกว่าเดิมยังไงไม่รุ (ปกติก็รักน้า...แต่รักมากว่าเดิมไง)
*น้ำตาไหลไปเรียบร้อย*

#11 By [ hikari-maru ❤ YJ ] on 2006-06-30 22:24

อ่านแล้วเศร้าจังเลย
ลูกเลววว แย่ที่สุด

แต่ทำให้รู้สึกรักแม่ขึ้นอีกเยอะเลยล่ะค่ะ

#12 By AniaRovana on 2006-08-14 00:03

น่าสงสารอ่ะน่ะ

#13 By JIN (124.157.203.31) on 2006-09-11 21:18

-*- เศร้าอะ ก็เหมือนที่ออกข่าวอะ พอออกข่าวหน่อยก็ทำเป็นรับเลี้ยง

#14 By po (58.9.5.30) on 2006-10-25 10:59

เหมือนเป็นกรรมของลูกทั้งสามคนนะ

#15 By InukI ... on 2007-01-26 12:24

คำพูดตอนสุดท้ายเศร้าจังเลย อ่านไปก็คิดถึงแม่ น้ำตาคลออีกแร้ววว

ทำไมกุ๊กอ่อนไหวแบบนี้นะ..

#16 By Koo!er (61.19.65.199 /61.19.65.199, 61.19.65.199) on 2007-02-25 00:06

ผ่านมาอ่าน
เศร้าใจลูกทำไม ถึงทำได้ขนาดนี้

#17 By มินริ (58.181.145.220 /10.3.43.229, 10.1.5.11) on 2007-05-24 11:20

เราไม่มีวันทำแบบนั้นกับแม่เด็ดขาด

#18 By ปอ (61.7.168.154) on 2007-07-01 16:04

ไมยาวจางเยยอะ

#19 By (222.123.133.22) on 2007-09-24 00:09

อยากให้ค่าของความเปนคนกานบ้าง(ครายน้าช่างทำกับแม่ของตัวเองด้ายคาหนาดนี้เนี่ย ไอ่คนอกตัญู ทุเรศสิ้นดี ไอ่เลวบริสุทธิ์)

#20 By (222.123.133.22) on 2007-09-24 00:12

มันสะเทือนใจมากเลยค่ะ

ตรงบทกลอนก่อนจบ

มันตรงๆนะคะเพราะว่าแม่กับพ่อพูดอยู่เสมอว่า

แม่ไม่เคยต้องการอะไรตอบแทนเลย

ลูกมีความสุข ลูกไม่เหลวไหล

เป็นคนดีก็มากพอแล้ว

เฮ้ออ อ อ อ นึกแล้วก็เศร้าค่ะ

แม่ให้เราได้ทุกอย่างแล้วเรายังไม่ได้ตอบแทนอะไรให้แม่เลย


#21 By O-POR (118.173.244.100) on 2008-10-01 21:48

มันสะเทือนใจมากเลยค่ะ

ตรงบทกลอนก่อนจบ

มันตรงๆนะคะเพราะว่าแม่กับพ่อพูดอยู่เสมอว่า

แม่ไม่เคยต้องการอะไรตอบแทนเลย

ลูกมีความสุข ลูกไม่เหลวไหล

เป็นคนดีก็มากพอแล้ว

เฮ้ออ อ อ อ นึกแล้วก็เศร้าค่ะ

แม่ให้เราได้ทุกอย่างแล้วเรายังไม่ได้ตอบแทนอะไรให้แม่เลย


#22 By OPOR (118.173.244.100) on 2008-10-01 21:49